<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="0.92">
<channel>
	<title>mehtamorphosis.tv</title>
	<link>http://mehtamorphosis.tv</link>
	<description>life-music-everything...</description>
	<lastBuildDate>Tue, 07 Sep 2010 09:38:05 +0000</lastBuildDate>
	<docs>http://backend.userland.com/rss092</docs>
	<language>en</language>
	<!-- generator="WordPress/3.0.1" -->

	<item>
		<title>เมื่อบริษัทให้พนักงานหัดเล่น facebook + Twitter</title>
		<description><![CDATA[ในยุคที่หลายๆ บริษัทยังพยายามหาวิธีปิดกั้นไม่ให้พนักงานของตัวเองเล่น facebook ในเวลาทำงาน กลับมีบริษัทหนึ่งที่คิดต่างออกไป เชิญวิทยากรไปสอนให้พนักงานเกือบทั้งบริษัทใช้ facebook และ Twitter! เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ผมได้มีโอกาสไปเป็นวิทยากรให้กับบริษัท Sabina ใน 2 หัวข้อด้วยกันคือ &#8220;การใช้งาน facebook และ twitter เบื้องต้น&#8221; กับ &#8220;การจัดการบริหาร facebook page สำหรับธุรกิจและองค์กร&#8221; โดยในภาคเช้าจะเป็นกลุ่มพนักงานประมาณ 40 คน มาเรียนรู้ในหัวข้อแรก ส่วนภาคบ่ายนั้นจะเป็นการทำ Workshop กับทีมงานที่ดูแล fan page &#8220;Sabina Click&#8221; ของบริษัทประมาณ 10 คน สิ่งที่สอนนั้นคงจะไม่ต้องอธิบายอะไรมาก ถ้าอยากรู้สามารถไปดูรายละเอียดในเว็บ Facebookgoo ได้ครับ แต่ขอใช้พื้นที่ตรงนี้บันทึกสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการไปสอนครั้งนี้ ซัก 2 &#8211; 3 อย่างละกัน เพราะส่วนตัวแล้วทุกครั้งที่ได้ไปสอน ผมก็ถือว่าได้ไปเรียนรู้ในเวลาเดียวกัน และผมก็ถือว่านักเรียนของผมทุกคนนั้นเป็นครูด้วย 1. [...]]]></description>
		<link>http://mehtamorphosis.tv/2010/07/when-company-teach-staff-to-facebook/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=when-company-teach-staff-to-facebook</link>
			</item>
	<item>
		<title>&#8220;สวัสดีไชโย&#8221; งานสำหรับ orchestra ชิ้นแรก</title>
		<description><![CDATA[นักเรียนดนตรีที่เรียนด้าน composition สายคลาสสิคทุกคนจะต้องเจอวิชาบังคับวิชาหนึ่งที่ชื่อว่า &#8220;Orchestration&#8221; ซึ่งถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือการเรียบเรียงเสียงประสานสำหรับวง orchestra นั่นเอง วิชานี้เป็นวิชาที่จำเป็นมาก แต่ต้องอาศัยจินตนาการสูงส่ง เพราะว่าทุกอย่างที่เราเขียนและฝึกไปในห้องเรียนตามทฤษฎีนั้น เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าสุดท้ายแล้วมันจะฟังออกมาเป็นยังไง จนกว่าจะได้มีโอกาสเอาไปยื่นให้วง orchestra จริงๆ ขนาดซัก 50  คนเล่นให้เราฟังเท่านั้น ซึ่งสำหรับสมัย 13 ปีที่แล้วนับว่าเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นความฝันสำหรับนักเรียนดนตรีบ้านเราก็ว่าได้ (จริงๆ สมัยนี้ก็ไม่ต่างกันซักเท่าไหร่ แต่ว่ามี software เยอะแยะที่สามารถจะสร้างเสียงเลียนแบบวง orchestra ได้เหมือนมากๆ จนสามารถใช้เป็นเครื่องมือการเรียนได้เลย) ผมเองก็ผ่านวิชานี้มาอย่างงงๆ พอสมควร ตัวอาจารย์เองก็ดูจะไม่ค่อยได้จริงจังกับการสอนวิชานี้มาก แถมตอนวันเปิดคอร์สยังพูดแกมประชดอีกด้วยว่า &#8220;วิชานี้น่ะ เรียนไปก็คงมีไม่กี่คนที่จะได้เอาไปใช้&#8221; หารู้ไม่ว่าวันหนึ่งเมื่อผมมีโอกาสได้ใช้วิชานี้ครั้งแรกในชีวิตจริง มันจะเป็นงานระดับโลกอย่างนี้!!! วันหนึ่งในปี 1998 พี่แจ็ค (อภิสิทธิ์ วงโชติ) ซึ่งเป็นหนึ่งในรุ่นพี่อัจฉริยะแห่งคณะศิลปกรรมศาสตร์ และปัจจุบันเป็นผู้คร่ำหวอดอยู่เบื้องหลังงานเพลงดีๆ มากมาย ได้โทรมาหาผมพร้อมกับส่งต่องานชิ้นหนึ่งให้ ซึ่งก็คืองานเรียบเรียงเสียงประสานบทเพลงๆ หนึ่งสำหรับการแสดงในพิธิเปิดกีฬา Asian Games นั่นเอง เนื่องจากพี่แจ็คเองเป็นผู้ที่รับงานนี้เอาไว้ก่อน แต่ขณะนั้นมีเหตุจะต้องเดินทางไปเรียนต่อที่อเมริกา ผมไม่แน่ใจว่าพี่แจ็คคิดอะไรไว้ถึงเลือกผมทั้งๆ ที่มีเพื่อนและรุ่นพี่ที่เก่งๆ [...]]]></description>
		<link>http://mehtamorphosis.tv/2010/07/sawasdee-chaiyo/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=sawasdee-chaiyo</link>
			</item>
	<item>
		<title>วิทยากรสอน facebook?!</title>
		<description><![CDATA[ใครจะไปรู้ว่าเว็บไซท์ที่ทำขึ้นมาเล่นๆ จะกลายเป็นเวทีใหญ่ได้ในวันหนึ่ง&#8230; ผมเริ่มเล่น facebook เมื่อตอนปลายปี 2007 เพราะว่ามีเพื่อนฝรั่งชวนให้ลองเล่นดู ยุคนั้นคนไทยแทบไม่มีใครรู้จัก facebook แถมกระแส hi5 กำลังมาแรงถึงขีดสุด เรียกได้ว่าลงข่าว ออกทีวี กันแทบไม่เว้นวัน ถึงแม้เหตุผลที่ได้ออกสื่อต่างๆ นั้นจะไม่ค่อยดีนักก็เถอะ แต่มีอะไรยางอย่างทำให้ผมรู้สึว่า วันหนึ่ง facebook จะต้องมาแรงแน่ๆ และจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ผมจึงลองชวนเพื่อนคนไทยมาลองเล่น facebook กันบ้าง แต่สมัยนั้นเมนูภาษาไทยก็ยังไม่มี แถมวิธิีการใช้งานก็ออกจะงงๆ จะชวนใครมาเล่นก็บอกว่ายากมั่ง ไม่เก่งภาษามั่ง ไม่มีเพื่อนมั่ง ก็เลยคิดว่าจะสร้างเว็บขึ้นมาซักเว็บนึง เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการใช้ facebook แล้วเผื่อว่าจะเป็นที่ๆ คนจะได้มารู้จักกัน มาหาเพื่อนใหม่ๆ กันด้วย คิดไปคิดมาก็เลยปิ๊งชื่อที่ว่า facebookgoo.com อาจจะเป็นเพราะว่าชื่อนี้ฟังดูมีความเป็นไทยดี แถมยังทีเล่นทีจริงไม่ดูหนักหนาแก่วิชาการเกินไป แล้วเวลาไปบอกใครก็แปลกดีที่จะพูดว่า &#8220;อยากเล่น facebook เป็นเหรอ ไปดูที่ facebookgoo สิ&#8221; ผมทำเว็บนี้ในช่วงแรกแบบตามใจตัวเองพอสมควร นึกจะอัพเดทก็อัพกันเป็นชุด นึกขี้เกียจขึ้นมาก็ไม่อัพเดทอะไรเลยไปสองสามเดือน แต่ก็ยังมีคนเข้ามาดู เข้ามาอ่านกันอยุ่เรื่อยๆ แบบชิวๆ จนกระทั่งมี(อดีต)นักการเมืองท่านหนึ่งได้เริ่มต้นใช้สื่อ [...]]]></description>
		<link>http://mehtamorphosis.tv/2010/06/facebook-training/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=facebook-training</link>
			</item>
	<item>
		<title>แต่งเพลงให้กับ Marching Band</title>
		<description><![CDATA[ถ้าลองไปคุยดูกับนักดนตรีอาชีพหลายๆ คนในบ้านเรา ทั้งคนในเบื้องหน้าและเบื้องหลัง จะพบว่าประสบการณ์การเล่นดนตรีครั้งแรกในชีวิตของหลายๆ ท่านก็คือการเล่นอะไรซักอย่างนึงในวง Marching Band นี่แหละ ซึ่งสมัยโบราณบ้านเราจะเรียกว่า &#8220;วงดุริยางค์&#8221; รุ่นต่อมาก็เริ่มเรียกว่า &#8220;วงโยธวาทิต&#8221; จนมาเรื่อยๆ ปัจจุบัน ก็เริ่มจะเรียกตามฝรั่งกันไปว่า &#8220;Drum Corps&#8221; บ้าง &#8220;Brass Band&#8221; บ้าง แต่สุดท้ายแล้ว มันก็หมายความรวมๆ ถึงวงดนตรีที่ประกอบด้วยเครื่องเป่าและเครื่องตีเป็นหลัก ที่เหมาะสำหรับการบรรเลงกลางแจ้งนั่นเอง ส่วนจะเป็นการนั่งหรือยืนบรรเลงอยู่กับที่ หรือว่าจะมีการแปรขบวนไปด้วยก็แล้วแต่โอกาสต่างๆ กัน แต่ก็นับว่าเป็นการแสดงที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับคนดูได้เสมอมา สำหรับในเมืองไทยเรา วงดนตรีประเภทนี้ก็เริ่มที่จะมีชื่อเสียงมาตั้งแต่เมื่อซัก 30 &#8211; 40 ปีที่แล้ว เมื่อครั้งที่วงดุริยางค์โรงเรียนวัดสุทธิวราราม ได้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลแต่งชุดลูกเสือไปประกวดถึงประเทศเนเธอร์แลนด์และคว้ารางวัลกลับมาให้ชาวไทยได้ฮือฮากัน และโรงเรียนนี้แหละที่เป็นสถาบันที่เริ่มต้นชีวิตนักดนตรีให้กับตัวผมเอง แต่การที่เคยเล่นดนตรีอยู่ในวง Marching Band มาหลายปีนั้นก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก เมื่อในปี 2006 (หลังจาก 10 ปีที่ไม่ได้คลุกคลีกับวงการนี้เลย) ผมได้รับโจทย์แกมบังคับบีบคอจากรุ่นพี่่ที่สนิทกัน เพื่อให้เป็นผู้ประพันธ์เพลงให้กับวงโยธวาทิตโรงเรียนเทพมิตรศึกษา เข้าประกวดในการแข่งขันระดับชาติ ผมเองซึ่งไม่เคยแต่งเพลงลักษณะนี้เลย แต่โดยภาวะจำยอม รวมกับอาการคันอยากพิสูจน์ตัวเองเล็กน้อย ก็เลยรับปากไปอย่างงงๆ โจทย์ของเพลงชุดนี้คือ [...]]]></description>
		<link>http://mehtamorphosis.tv/2010/06/marching-band-show-piece/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=marching-band-show-piece</link>
			</item>
	<item>
		<title>บทสัมภาษณ์เกี่ยวกับดนตรีในนิตยสาร Bridge</title>
		<description><![CDATA[นั่งจัดระเบียบไฟล์เก่าๆ ที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ ก็ไปพบไฟล์ๆ หนึ่ง ซึ่งเป็นต้นฉบับของบทสัมภาษณ์ ที่ผมเคยเขียนให้กับนิตยสาร Bridge เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน ในหัวข้อเกี่ยวกับอิทธิพลของดนตรี อ่านดูแล้วก็เข้าท่าดีเหมือนกัน ก็เลยอยากเอามาแชร์ไว้ที่นี่เป็นข้อมูลให้กับคนอื่นๆ ได้อ่านกันต่อไปครับ ======================================== Q: ดนตรีมีอิทธิพลอย่างไรกับคนเรา? A: เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น จะขอแยกคำที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ออกเป็นสองคำ คำแรก “ดนตรี” (music) ในการตอบคำถามของผมตรงนี้จะเจาะจงไปที่เสียงของดนตรีที่ไม่มีเนื้อร้องใดๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนอีกคำนึงคือคำว่า “เพลง” (song) ผมจะหมายถึงดนตรีที่มีเนื้อร้องควบคู่ไปด้วย เสียงที่เราได้ยินส่วนใหญ่เป็นเสียงที่เราเลือกที่จะฟัง หูของเราทำงาน 24 ชั่วโมงไม่เคยหยุดพัก แต่เคยสังเกตมั้ยว่าเราเลือกที่จะฟังอะไรบ้างในแต่ละวัน? และยิ่งไปกว่านั้นเราจำสิ่งที่เราฟังได้มากแค่ไหน? ส่วนใหญ่สิ่งที่เราจำได้จะเป็นสิ่งที่เราบอกตัวเองว่า “สิ่งที่ฉันได้ยินต่อไปนี้มีความสำคัญ จงตั้งใจฟังบันทึกสิ่งที่ไว้ในสมอง” เพราะฉะนั้นเราอาจจะพูดได้ว่า “สมอง” เป็นเหมือนกับตัวกรองสิ่งที่เราได้ยินในแต่ละวัน ปัญหาก็คือว่า สมองของเรามีความจำกัด เราสามารถจำได้แต่เพียงสิ่งที่เราเข้าใจ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าให้ผมไปนั่งฟังภาษารัสเซียสักสามวัน ผมก็ไม่มีทางจำอะไรได้เพราะสมองผมไม่สามารถเข้าใจภาษารัสเซีย แต่เสียงดนตรีไม่เป็นเช่นนั้น อย่างที่เรามักจะพูดกันว่า “ดนตรีเป็นภาษาสากล” เพราะว่าคุณไม่จำเป็นต้องใช้สมองในการซึมซับเสียงดนตรี แต่เสียงดนตรีต่างๆ นั้นสามารถวิ่งตรงเข้าไปสู่ส่วนที่เป็นอารมณ์, ความรู้สึก หรือจิตใต้สำนึกของคนเราได้โดยที่ไม่ต้องผ่านสมองเลยก็ได้ [...]]]></description>
		<link>http://mehtamorphosis.tv/2010/05/bridge-magazine-interview/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=bridge-magazine-interview</link>
			</item>
	<item>
		<title>พ่อ&#8230;</title>
		<description><![CDATA[“Kiss me” จูบป๊าหน่อย เป็นหนึ่งในคำพูดไม่กี่คำสุดท้ายที่ได้ยินป๊ากระซิบกับผมซึ่งเป็นลูกชายคนเล็กก่อนที่จะออกจากบ้านไปทำงานเมื่อไม่กี่วันที่แล้ว&#8230; ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ภาพของป๊าคือชายเข้มแข็งสไตล์คนจีน พูดจาเสียงดัง ชอบเอาชนะ ชอบติ ชอบเถียง น้อยครั้งมากที่ป๊าจะเอ่ยปากชมอะไรลูก ยิ่งเรื่องของการแสดงความรักด้วยการสัมผัสการกอดนั้นยิ่งเป็นของหายาก&#8230; แต่ในอีกด้านหนึ่ง ป๊าเป็นคนที่มีความอ่อนโยนไม่แพ้ใคร โดยเฉพาะเวลาที่ป๊าเล่นกับน้องแทธหลานชายคนโปรด แม้ในตอนที่ป๊ามีอาการกระตุก ป๊าก็ยังพยายามจะจับหนังสือนิทานเพื่อเล่าและร้องเพลงโปรดให้หลานฟังทั้งๆที่ตัวเองแทบจะไม่มีแรงพูด ผมก้มตัวลงไปจูบที่หน้าผากป๊าเบาๆ ตามที่ป๊าขอ ป๊าส่งสายตามาและยิ้มให้ด้วยมุมปาก เป็นยิ้มที่ผมจะไม่มีวันลืมไปจากชีวิต ยิ้มที่อบอุ่น ยิ้มที่แสดงถึงความภูมิใจในตัวลูกชายของป๊า ยิ้มที่เหมือนกับจะบอกว่า “ป๊าฝากอาม่ากับหม่าม้าไว้ให้ลูกดูแลนะ ป๊ารู้ว่าลูกรับผิดชอบได้” เวลาผ่านไปไม่กี่วัน เช้าวันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม ป๊าเริ่มนอนนิ่ง ไม่ตอบสนอง ไม่กินข้าว ไม่กินน้ำ ไม่กินยา ไม่พูดกับใคร ทุกคนเริ่มเป็นห่วง แต่ก็ยังแอบคิดเข้าข้างตัวเองว่าป๊าคงจะแค่อยากพักผ่อนเท่านั้น เดี๋ยวก็คงกลับมาคุยเล่นได้อีก ในใจผมอยากได้ยินเสียงของป๊าอีก เสียงที่เป็นเหมือนกับเอกลักษณ์ของบ้านหลังนี้ เสียงที่ถึงแม้บางครั้งจะบ่น จะพูดเรื่องเดิมซ้ำไปซ้ำมาจนไม่อยากฟัง วันนี้กลับกลายเป็นเสียงที่ผมอยากได้ยินอีกซักครั้ง&#8230; คืนนี้ผมเดินลงไปข้างล่าง มองดูที่เตียงที่ป๊าเคยนอน อุปกรณ์ของใช้ต่างๆ ของป๊ายังอยู่ที่เดิม เสื้อลำลองยังอยู่ที่ไม้แขวน แผ่นซีดีเพลงโปรดของป๊ายังคงคาอยู่ในเครื่องเล่น โทรศัพท์ถูกเสียบชาร์จทิ้งเอาไว้ เครื่องปาล์มที่ป๊าเล่น scrabble ทุกวัน เปิดขึ้นมายังมีเกมส์ที่เล่นค้างไว้ไม่จบ&#8230; [...]]]></description>
		<link>http://mehtamorphosis.tv/2009/10/in-memory-of-dad/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=in-memory-of-dad</link>
			</item>
	<item>
		<title>10 วิธีสู่การเป็นศิลปินไส้แห้ง</title>
		<description><![CDATA[ไปอ่านเจอบทความนึงมาจากที่นี่ พูดเรื่องของธุรกิจและศิลปินได้โดนมาก ที่บอกว่าโดนก็เพราะว่าผมเองเคยเป็นแบบนั้นน่ะสิ แต่ตอนนี้กลับเนื้อกลับตัวแล้ว แต่อยากจะเอามาแปะเอาไว้ที่นี่ เพื่อคอยเตือนตัวเองซะหน่อย 10 วิธีสู่การเป็นศิลปินไส้แห้ง โดย Martha Zlatar ที่ปรึกษาด้านธุรกิจศิลปะของศูนย์พัฒนาธุรกิจขนาดเล็กแห่ง San Francisco 1. อย่าตั้งเป้าหมาย 2. อย่าพูด อย่าคิด เรื่องเงิน 3. เก็บผลงานดีๆไว้กับตัว อย่าให้ใครเห็น อย่าไปเล่าให้ใครฟังด้วย 4. อย่าบอกใครเชียวนะว่าคุณคือศิลปิน 5. ใช้เวลาอยู่ในสตูดิโอให้มากที่สุด ไม่ต้องไปสนใจการตลาด ทำงานเสร็จแล้วก็วางซ้อนกันไปเรื่อย 6. ถ้าใครมาตื๊อขอซื้องานของคุณ ให้บอกไปว่าไม่ขาย งานชิ้นนี้มันประเมินราคาไม่ได้หรอก! 7. เป็นศิลปินเดี่ยว อย่าหาคนช่วย 8. อยู่ไกลๆศิลปินคนอื่นๆที่หาเงินเก่ง 9. คาดหวังความสำเร็จแบบสำเร็จรูป 10. รอจนกว่าจะมีคนมาเจอคุณ ใครอ่านแล้วรู้สึกโดนเหมือนผมบ้าง?]]></description>
		<link>http://mehtamorphosis.tv/2009/10/10-ways-to-be-starving-artist/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=10-ways-to-be-starving-artist</link>
			</item>
	<item>
		<title>ผู้นำ…รุ่นไหนก็เป็นได้!</title>
		<description><![CDATA[วันนี้อยากจะเล่าย้อนหลังไปนิดนึงถึงรายการอบรมหนึ่ง ที่ผมได้มีส่วนเข้าไปเป็นวิทยากรร่วมเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นการอบรมที่น่าสนใจมากๆ และเป็นสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าตัวผมเองจะได้มีโอกาสแบบนี้ โอกาสที่ว่านี้คือการได้เข้าไปเป็นวิทยากรร่วมกับอ.เศรษฐพงษ์ (พี่ฝอง) แห่งบริษัท GNOSIS ทำการอบรมเรื่องภาวะผู้นำให้กับกลุ่มผู้นำไทยมุสลิม (คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และอิหม่าม จากทั่วประเทศไทย) ซึ่งจัดโดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับสถาบันพัฒนาผู้นำมุสลิม โดยหัวข้อหลักสำหรับการอบรมผู้นำในครั้งนี้ อ.เศรษฐพงษ์ จะเป็นวิทยากรหลักพูดในเรื่องของ Change Management และ Leadership ส่วนผมจะเข้าไปเสริมในเรื่องของลักษณะบุคลิกภาพแบบ DISC ผมเองมีประสบการณ์ในการสอนและการอบรมมาพอสมควร แต่การที่จะต้องมาสอนคนที่เป็นผู้นำอยู่แล้วในระดับจังหวัด ซึ่งอยู่ในต่างวัฒนธรรม แถมอายุเฉลี่ยของผู้เข้าอบรมแต่ละท่านนั้นยังอยู่ที่ประมาณ 50 นับเป็นสิ่งที่ท้าทายเป็นอย่างมาก สิ่งที่ผมกลัวที่สุดก็คือการจะต้องไป&#8221;สอนหนังสือสมภาร&#8221; หรือ &#8220;สอนจระเข้ให้ว่ายน้ำ&#8221; นั่นเอง แต่ในอีกด้านหนึ่ง การอบรมครั้งนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นสิ่งใหม่สำหรับผมเพียงคนเดียว ผมสืบทราบมาเช่นกันว่านี่ก็เป็นครั้งแรกที่ทางคณะกรรมการจัดงานได้ให้โอกาสบริษัทภายนอกที่ไม่ได้เป็นมุสลิมเข้ามาทำการอบรมให้กับท่านผู้นำเหล่านี้ โดยมีเหตุผลหลักๆ ก็คือว่าเขาต้องการเิปิดรับมุมมองใหม่ๆ ในเรื่องของการเป็นผู้นำ นอกเหนือจากสิ่งที่เคยเรียนรู้มาอยู่แล้วในทางศาสนาเพื่อที่จะได้ความคิดใหม่ๆ กลับไปประยุกต์ใช้ในชุมชนของผู้นำแต่ละท่าน ในการอบรมครั้งนี้ สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมประทับใจท่านผู้นำหลายๆ คนเป็นอย่างมากก็คือ ความหิวกระหายใครเรียนรู้ของผู้นำหลายๆ ท่าน ซึ่งบางคนดูแล้วก็ไม่น่าจะอายุน้อยกว่าคุณพ่อของผมซักเท่าไหร่นัก แต่ก็มีความพยายามตั้งใจฟังและซักถามกันอย่างเต็มที่ ทำให้ผมได้เห็นภาพที่ชัดเจนของคำพูดที่ว่า &#8220;ไม่มีใครแก่เกินเรียน&#8221; จริงๆ ในส่วนที่ผมสอนนั้น ต้องอาศัยความพยายามมากกว่าปกติพอสมควร เนื่องจากผมจะคุ้นเคยกับการอบรมกลุ่มคนที่เป็นวัยรุ่นหรือวัยทำงานมากกว่า [...]]]></description>
		<link>http://mehtamorphosis.tv/2009/09/muslim-leadership-training/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=muslim-leadership-training</link>
			</item>
	<item>
		<title>โครงการพัฒนาผู้นำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</title>
		<description><![CDATA[ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเป็นหนึ่งในทีมวิทยากรที่ไปอบรมในเรื่องของภาวะผู้นำและการทำงานเป็นทีมให้กับบุคลากรและนิสิตของคณะต่างๆ ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ ที่อยากจะเอามาแบ่งปันไว้ในนี้ครับ โครงการนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณเกือบสองปีมาแล้ว เมื่อคุณ Andrew Jiang เทรนเนอร์ชาวสิงคโปร์ ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงคนหนึ่งของผม ได้รับเชิญให้ไปทำการอบรมเรื่อง &#8220;ภาวะผู้นำและการทำงานเป็นทีม&#8221; ให้กับคณะอาจารย์และบุคลากรในคณะเภสัชฯ จุฬาฯ ซึ่งปรากฎว่าได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีมากๆ จนทางคณะเห็นประโยชน์และอยากจะเอาวิชาเดียวกันนี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนานิสิต จนได้พูดคุยกันต่อมาเพื่อปรับเอาหลักสูตรนี้ไปเป็นส่วนนึงของรายวิชาบังคับภายในคณะ ซึ่งต่อมากิจกรรมที่ทำได้ไปเข้าตาท่านรองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิตของมหาวิทยาลัยจนกลายมาเป็นโครงการระดับมหาวิทยาลัยในที่สุด จุดเด่นของการอบรมนี้เห็นจะเป็นค่ายกิจกรรม outdoor ซึ่งเพิ่มเติมมาภายหลังโดยได้รับการช่วยเหลือเป็นอย่างดีจากคุณ Steven Chiang ซึ่งเป็นญาติผู้พี่ของ Andrew เองซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านความปลอดภัย, การกู้ภัย, การผจญภัย และการฝึกฝนผู้นำผ่านประสบการณ์ท้าทาย ได้นำเครื่องมือและกิจกรรมของท่านมาใช้ในการอบรม ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ใหม่และน่าตื่นเต้นสำหรับพวกเราที่คุ้นเคยกับการเรียนแบบที่อยู่ในห้องเรียนกันอย่างเดียวมาตลอดชีวิต กิจกรรม: Trolley Race กิจกรรมสอนให้รู้จักการมองทีมในภาพที่ใหญ่ขึ้น บทบาทของผมและทีมงานคนอื่นๆ ที่ทำงานด้วยกันนั้นจะเรียกว่า Facilitator ซึ่งนับว่าเป็นตำแหน่งที่สำคัญและยากที่สุดในค่ายก็ว่าได้ เพราะว่าเราจะต้องเป็นคนที่นำน้องๆ ในการพูดคุยทุกๆ ครั้งหลังจากกิจกรรมแต่ละอย่างเสร็จสิ้น เพื่อร่วมกันค้นหาว่าแต่ละกิจกรรมนั้นมีบทเรียนอะไรอยู่บ้าง โดยวิธีการเรียนรู้นั้น เราพยายามจะให้ผู้เข้าร่วมค่ายรู้สึกว่าพวกเขาเป็นคนค้นพบหลักการในการเป็นผู้นำและการทำงานเป็นทีมได้เองให้มากที่สุด ไม่ใช่เราเป็นคนยัดเยียดทฤษฎีหลักการต่างๆ ไปให้ผู้เรียนอยู่เพียงฝ่ายเดียวเหมือนกับการเรียนในชั้นเรียน บรรยากาศการพูดคุยหลังจากทำกิจกรรม เราได้จัดโครงการอบรมนี้ขึ้นมาประมาณสิบกว่าครั้งตั้งแต่ปลายปี 2008 ที่ผ่านมา ในหลากหลายรูปแบบตามแต่โจทย์ที่มหาวิทยาลัยให้กับเรา ไม่ว่าจะเป็นการสร้างทีมเวิร์คให้กับกลุ่มบุคลากรของมหาวิทยาลัย, ปรับเปลี่ยนทัศนคติให้กับกลุ่มรุ่นพี่ที่ัรับผิดชอบการรับน้องใหม่, [...]]]></description>
		<link>http://mehtamorphosis.tv/2009/09/leadership-course-pharmacy-chula/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=leadership-course-pharmacy-chula</link>
			</item>
	<item>
		<title>ด้วยมือนี้ &#8220;แม่&#8221;</title>
		<description><![CDATA[จะว่าไป พอพูดถึงเพลงที่เกี่ยวกับแม่ ก็ยังมีอีกเพลงนึงที่ผมได้มีส่วนร่วมด้วยในอัลบั้ม &#8220;เพลงมันพาไป&#8221; ของคุณตุ้ย ธีรภัทร์ ภายใต้การโปรดิวซ์ของ &#8220;พี่เหวิน&#8221; เรืองกิจ ยงปิยะกุล แห่งค่ายแกรมมี่ จริงๆ ผมเกือบลืมเพลงนี้ไปแล้วนะ แต่อยู่ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ในช่วงวันแม่แบบนี้ ก็ขอเอามาโพสเอาไว้ที่นี่เพื่อสร้างบรรยากาศดีๆ ให้กับวันแม่ละกันครับ เพลงชื่อว่า &#8220;ด้วยมือนี้ (แม่)&#8221; มีเสียงฟลูทที่ผมเล่นคลอไปตลอดเกือบทั้งเพลง ต้องขอบคุณพี่เหวินอีกครั้งที่ให้โอกาสได้ร่วมบรรเลง แถมยังช่วยผมคิด ช่วยสร้างสรรค์์ให้เพลงออกมาอบอุ่นได้บรรยากาศสบายๆ แบบนี้ครับ]]></description>
		<link>http://mehtamorphosis.tv/2009/08/mothers-hand/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=mothers-hand</link>
			</item>
</channel>
</rss>
