<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="0.92">
<channel>
	<title>mehtamorphosis.tv</title>
	<link>http://mehtamorphosis.tv</link>
	<description>life-music-everything...</description>
	<lastBuildDate>Thu, 10 Nov 2011 08:10:48 +0000</lastBuildDate>
	<docs>http://backend.userland.com/rss092</docs>
	<language>en</language>
	<!-- generator="WordPress/3.2.1" -->

	<item>
		<title>หนังสือ Marketing on Facebook</title>
		<description><![CDATA[ตั้งแต่ช่วงแรกที่ทำเว็บ facebookgoo.com ก็เคยมีความคิดว่าอยากจะเขียนหนังสือแนะนำการใช้งาน facebook ออกมา ในตอนนั้นผมวางแผนค่อนข้างจริงจังพอสมควร มีการทำโครงหนังสือออกมาอย่างค่อนข้างละเอียด เสร็จแล้วก็ออกไปเดินตามร้านหนังสือเพื่อจดชื่อสำนักพิมพ์ต่างๆ ที่พิมพ์หนังสือคอมพิวเตอร์ ผมจำได้ว่าจดรายชื่อออกมาไม่น้อยกว่า 4 -5 สำนักพิมพ์แล้วก็ทำการอีเมล์ติดต่อไปทุกเจ้า เผื่อว่าจะมีใครอยากทำหนังสือแนะนำการใช้งาน facebook บ้าง ปรากฎว่าไม่ได้รับการตอบรับจากสำนักพิมพ์ไหนเลยแม้แต่รายเดียว อาจจะเป็นเพราะว่าผมคิดไกลเกินไปหน่อย เพราะว่าตอนนั้น facebook ยังไม่ได้โด่งดังและกลายมาเป็นส่วนหนึี่งของชีวิตประจำวันของคนไทย 10% อย่างทุกวันนี้ แล้วพอวันที่ facebook โด่งดังขึ้นมา แล้วเห็นสำนักพิมพ์ต่างๆ เริ่มแย่งกันพิมพ์หนังสือแนะนำการใช้งาน facebook ไม่เว้นแม้แต่สำนักพิมพ์ที่เคยปฎิเสธผมมาก่อน แล้วก็รู้สึกแค้นใจนิดๆ 555 ประมาณว่าฉันคิดจะทำก่อนแกนะเฟ้ยเฮ้ย! แต่ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรมาก คิดว่าคงยังไม่ใช่จังหวะของผมซะมากกว่า แต่แล้วพระเจ้าก็เข้าข้าง เมื่อผมได้มีโอกาสเริ่มเปิดอบรม facebook อย่างเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา อยู่มาวันหนึ่งก็มีอีเมล์ลึกลับจากสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งติดต่อมาเองเลย ว่าอยากจะให้ผมได้มีโอกาสเขียนหนังสือ ในหัวข้อ facebook marketing ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ผมเพิ่งจะพัฒนาเสร็จและกำลังสอนอยู่พอดี แน่นอนสิครับว่าผมตอบตกลงไปภายในชั่วเวลาเสี้ยววินาที กระบวนการผลิตหนังสือเป็นอะไรที่ผมไม่คุ้นเคยเป็นอย่างมาก แต่ด้วยความช่วยเหลือและการดันของ บก.หนุ่มฝีมือดีอย่างคุณ ต่อทอง ทองหล่อ แห่งสำนักพิมพ์ Think Beyond และทีมผู้เขียนร่วมอย่างพี่อ๋อง [...]]]></description>
		<link>http://mehtamorphosis.tv/2010/12/marketing-on-facebook-book/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=marketing-on-facebook-book</link>
			</item>
	<item>
		<title>รำลึกโรงเรียนสาธรวิทยา</title>
		<description><![CDATA[ได้มีโอกาสไปเห็นกระทู้หนึ่งในเว็บบอร์ด Pantip.com เข้าโดยบังเอิญ ชื่อกระทู้ว่า &#8220;รำลึกสาธรวิทยา&#8221; ไม่รู้ว่าใครโพสท์ และไม่มีใครโพสท์ต่อ แต่กลับเป็นกระทู้ที่มีความหมายกับผมมาก เพราะว่า &#8220;สาธรวิทยา&#8221; เป็นชื่อโรงเรียนประถมที่ผมเคยเรียนและมีความทรงจำอยู่เยอะพอสมควร ที่สำคัญก็คือว่า ตั้งแต่จบจากโรงเรียนนี้มาก็ไม่เคยได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยมเยียนอีกเลย และถึงอยากจะไปก็เป็นไปไม่ได้ เพราะว่าหลังจากที่เรียนจบมาแค่ปีเดียว โรงเรียนนี้ก็ถูกทุบทิ้งเพื่อก่อสร้างใหม่กลายเป็นอาคาร Thai-CC ที่อยู่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าสุรศักดิ์ในปัจจุบันนั่นเอง ข้อความในกระทู้นั้นโพสท์ไว้ว่า &#8220;นึกถึงสมัยตอนเด็กที่เรียนชั้นประถมที่โรงเรียนสาธรวิทยา ภาพวันเก่าความทรงจําที่ดีในโรงเรียนนี้ไม่เคยลืม ครูหิรัญครูใหญ่ ผู้จัดการตูดเป็ดขี้งก ครูสายสมรที่ดุที่สุดในโลก อาแป๊ะขายปลาหมึกย่าง ขนมจีนหน้าโรงเรียน ครูสมบัติครูพละหัวเถิกขี้เก็ก ครูจิตรลดา( ตอนนั้นผมเล่นต่อสู้ในห้องเรียนครูมาเจอเลยโดนตี ครูบอกกะเราว่าเธอเรียนอ่อนต้องโดนตี3ที ส่วนนายนี่เรียนเก่งโดนตีทีเดียว งงมาจนถึงทุกวันนี้ ) เหตุการณ์วิญญาณน.รหญิงห่วงเรียนเข้าสิงเพื่อนตอนสอบจนครูต้องปล่อยน.รกลับ บ้าน ตอนนี้โรงเรียนปิดกิจการมากว่า 25 ปีแล้ว ผ่านไปทีไรคิดถึงทุกทีเลย&#8230;&#8230;.. &#8220; ผมรู้จักครูหิรัญเป็นอย่างดี ผู้จัดการตูดเป็ดขี้งกก็เคยสอนผมเขียนก.ไก่ ครูสายสมรนี่จำไม่ได้ แต่อาแป๊ะขายปลาหมึกย่างนี่ เป็นพ่อของเพื่อนร่วมชั้นผมเองที่ชื่อว่าพิรุณ ส่วนขนมจีนหน้าโรงเรียนก็เป็นอาหารจานโปรด รวมทั้งครูสมบัติ,​ ครูจิตรลดา ฯลฯ และความทรงจำอื่นๆ อีกมากมาย เอาเป็นว่าถ้าใครเป็นศิษย์เก่าสาธรวิทยา แล้วผ่านมาเห็นโพสท์นี้เข้า ก็ช่วยทักทายกันหน่อยละกันครับ เผื่อว่าเราจะได้มีโอกาสพบปะคืนสู่เหย้ากันบ้างแบบไม่เป็นทางการบนโลกออนไลน์นี้]]></description>
		<link>http://mehtamorphosis.tv/2010/10/satorn-wittaya/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=satorn-wittaya</link>
			</item>
	<item>
		<title>คอย &#8211; Coupe</title>
		<description><![CDATA[&#8220;เนิ่นนานเท่าไหร่ยังรอ&#8230;​เน่ินนานไม่เคยเหนื่อยล้า&#8230;. เนิ่นนานเท่าไหร่ ยิ่งนานเท่าไหร่ ที่ว่างในใจดวงนี้ยังมีให้เธออยู่&#8230;&#8221; ย้อนกลับไปปี 2005 อาจจะพอได้ยินเพลงนี้คุ้นๆ หูอยู่บ้าง จากนักดนตรี 2 คนกับชื่อวงที่ชื่อไม่คุ้นเคยที่ชื่อว่า &#8220;Coupe&#8221; ซึ่งมาร่วมเป็นศิลปินน้องใหม่ในอัลบั้ม Love is Vol.1 ภายใต้สังกัด Love Is ของพี่บอยด์ โกสิยพงษ์ เจ้าเก่า ซึ่งศิลปินหน้าใหม่ในชุดนี้แต่ละคนก็ได้มีผลงานที่ตามมาโด่งดังกันมากมายในปัจจุบันครับ ทั้ง แชมป์, ลิปตา, 7th Scene วง Coupe ประกอบด้วยศิลปิน 2 คน คือ เมธา เกรียงปริญญากิจ (โป๋ &#8211; ผมเองนั่นแหละ) และ วุฒิ วงศ์สรรเสริญ ซึ่งตอนหลังได้มาเป็นส่วนหนึ่งของ Rhythm &#38; Boyd 11th และ The Begins ในปัจจุบัน หลายคนอาจจะสงสัยกับที่มาที่ไปของวงนี้ ว่ามาได้อย่างไร และหายไปไหน ทำไปเวลาผ่านไป [...]]]></description>
		<link>http://mehtamorphosis.tv/2010/08/koy-coupe/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=koy-coupe</link>
			</item>
	<item>
		<title>ให้สัมภาษณ์วิทยุรายการ MCOT DOT NET เรื่องการสอน facebook</title>
		<description><![CDATA[ตั้งแต่เริ่มต้นสอน facebook อย่างเป็นจริงเป็นจัง ก็ทำให้ได้รู้จักกับเพื่อนใหม่ๆ แทบทุกอาทิตย์ แถมยังได้มีโอกาสทำอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนอีกหลายอย่าง ล่าสุดนี้ก็ได้มีโอกาสไปเป็นแขกรับเชิญให้สัมภาษณ์ในรายการ mcot dot net ทาง fm100.5 เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2010 ในหัวข้อที่ว่า &#8220;คนไทยอยากเรียนรู้อะไรเกี่ยวกับ facebook&#8221; กับคุณ @sresuda และคุณ @yoware ครับ ตอนแรกก็ตื่นเต้นเหมือนกัน เพราะตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยออกรายการวิทยุมาก่อน (เคยแต่ออกทีวี) แต่ว่าคุณศรีสุดาก็ชวนคุยได้สนุกสนานมาก แถมคุณโยนั้นก็เป็นเพื่อนกับเพื่อนของผมอีกหลายๆ คน ซึ่งถึงแม้ไม่เคยเจอกันมาก่อน แต่ก็รู้สึกมีความสนิทสนมขึ้นมาทันทีครับ ทำให้บรรยากาศในการพูดคุยนั้นสนุกสนานและสบายกว่าที่คิด จนท้ายที่สุดปรากฎว่าครึี่งชั่วโมงนั้นผ่านไปเร็วมาก เนื้อหาที่คุยนั้นก็จะพูดในแง่ที่ว่าทำไมถึงมีคนสนใจเรียนรู้เรื่องการใช้งาน facebook และเขาเรียนไปเพื่ออะไรกัน ผมคงไม่ต้องมาเขียนซ้ำที่นี่ว่าพูดอะไรไปบ้าง เพราะว่ามีคลิปเสียงให้ฟังย้อนหลังอยู่ ใครสนใจก็เปิดฟังกันได้ครับ (แต่ตอนต้นคลิปจะมีข่าวก่อนนะครับ ฟังกันไปเพลินๆ ซักพักใหญ่ๆ ก่อนแล้วค่อยเจอตัวจริง) ฟังคลิปเสียงย้อนหลังที่นี่ครับ ระหว่างที่ให้สัมภาษณ์ก็มีการถ่ายรูปอัพโหลดลง Twitter และ Fan Page ของ MCOT DOT NET [...]]]></description>
		<link>http://mehtamorphosis.tv/2010/08/facebook-radio-interview/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=facebook-radio-interview</link>
			</item>
	<item>
		<title>&#8220;สวัสดีไชโย&#8221; งานสำหรับ orchestra ชิ้นแรก</title>
		<description><![CDATA[นักเรียนดนตรีที่เรียนด้าน composition สายคลาสสิคทุกคนจะต้องเจอวิชาบังคับวิชาหนึ่งที่ชื่อว่า &#8220;Orchestration&#8221; ซึ่งถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือการเรียบเรียงเสียงประสานสำหรับวง orchestra นั่นเอง วิชานี้เป็นวิชาที่จำเป็นมาก แต่ต้องอาศัยจินตนาการสูงส่ง เพราะว่าทุกอย่างที่เราเขียนและฝึกไปในห้องเรียนตามทฤษฎีนั้น เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าสุดท้ายแล้วมันจะฟังออกมาเป็นยังไง จนกว่าจะได้มีโอกาสเอาไปยื่นให้วง orchestra จริงๆ ขนาดซัก 50  คนเล่นให้เราฟังเท่านั้น ซึ่งสำหรับสมัย 13 ปีที่แล้วนับว่าเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นความฝันสำหรับนักเรียนดนตรีบ้านเราก็ว่าได้ (จริงๆ สมัยนี้ก็ไม่ต่างกันซักเท่าไหร่ แต่ว่ามี software เยอะแยะที่สามารถจะสร้างเสียงเลียนแบบวง orchestra ได้เหมือนมากๆ จนสามารถใช้เป็นเครื่องมือการเรียนได้เลย) ผมเองก็ผ่านวิชานี้มาอย่างงงๆ พอสมควร ตัวอาจารย์เองก็ดูจะไม่ค่อยได้จริงจังกับการสอนวิชานี้มาก แถมตอนวันเปิดคอร์สยังพูดแกมประชดอีกด้วยว่า &#8220;วิชานี้น่ะ เรียนไปก็คงมีไม่กี่คนที่จะได้เอาไปใช้&#8221; หารู้ไม่ว่าวันหนึ่งเมื่อผมมีโอกาสได้ใช้วิชานี้ครั้งแรกในชีวิตจริง มันจะเป็นงานระดับโลกอย่างนี้!!! วันหนึ่งในปี 1998 พี่แจ็ค (อภิสิทธิ์ วงโชติ) ซึ่งเป็นหนึ่งในรุ่นพี่อัจฉริยะแห่งคณะศิลปกรรมศาสตร์ และปัจจุบันเป็นผู้คร่ำหวอดอยู่เบื้องหลังงานเพลงดีๆ มากมาย ได้โทรมาหาผมพร้อมกับส่งต่องานชิ้นหนึ่งให้ ซึ่งก็คืองานเรียบเรียงเสียงประสานบทเพลงๆ หนึ่งสำหรับการแสดงในพิธิเปิดกีฬา Asian Games นั่นเอง เนื่องจากพี่แจ็คเองเป็นผู้ที่รับงานนี้เอาไว้ก่อน แต่ขณะนั้นมีเหตุจะต้องเดินทางไปเรียนต่อที่อเมริกา ผมไม่แน่ใจว่าพี่แจ็คคิดอะไรไว้ถึงเลือกผมทั้งๆ ที่มีเพื่อนและรุ่นพี่ที่เก่งๆ [...]]]></description>
		<link>http://mehtamorphosis.tv/2010/07/sawasdee-chaiyo/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=sawasdee-chaiyo</link>
			</item>
	<item>
		<title>วิทยากรสอน facebook</title>
		<description><![CDATA[ใครจะไปรู้ว่าเว็บไซท์ที่ทำขึ้นมาเล่นๆ จะกลายเป็นเวทีใหญ่ได้ในวันหนึ่ง&#8230; ผมเริ่มเล่น facebook เมื่อตอนปลายปี 2007 เพราะว่ามีเพื่อนฝรั่งชวนให้ลองเล่นดู ยุคนั้นคนไทยแทบไม่มีใครรู้จัก facebook แถมกระแส hi5 กำลังมาแรงถึงขีดสุด เรียกได้ว่าลงข่าว ออกทีวี กันแทบไม่เว้นวัน ถึงแม้เหตุผลที่ได้ออกสื่อต่างๆ นั้นจะไม่ค่อยดีนักก็เถอะ แต่มีอะไรยางอย่างทำให้ผมรู้สึว่า วันหนึ่ง facebook จะต้องมาแรงแน่ๆ และจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ผมจึงลองชวนเพื่อนคนไทยมาลองเล่น facebook กันบ้าง แต่สมัยนั้นเมนูภาษาไทยก็ยังไม่มี แถมวิธิีการใช้งานก็ออกจะงงๆ จะชวนใครมาเล่นก็บอกว่ายากมั่ง ไม่เก่งภาษามั่ง ไม่มีเพื่อนมั่ง ก็เลยคิดว่าจะสร้างเว็บขึ้นมาซักเว็บนึง เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการใช้ facebook แล้วเผื่อว่าจะเป็นที่ๆ คนจะได้มารู้จักกัน มาหาเพื่อนใหม่ๆ กันด้วย คิดไปคิดมาก็เลยปิ๊งชื่อที่ว่า facebookgoo.com อาจจะเป็นเพราะว่าชื่อนี้ฟังดูมีความเป็นไทยดี แถมยังทีเล่นทีจริงไม่ดูหนักหนาแก่วิชาการเกินไป แล้วเวลาไปบอกใครก็แปลกดีที่จะพูดว่า &#8220;อยากเล่น facebook เป็นเหรอ ไปดูที่ facebookgoo สิ&#8221; ผมทำเว็บนี้ในช่วงแรกแบบตามใจตัวเองพอสมควร นึกจะอัพเดทก็อัพกันเป็นชุด นึกขี้เกียจขึ้นมาก็ไม่อัพเดทอะไรเลยไปสองสามเดือน แต่ก็ยังมีคนเข้ามาดู เข้ามาอ่านกันอยุ่เรื่อยๆ แบบชิวๆ จนกระทั่งมี(อดีต)นักการเมืองท่านหนึ่งได้เริ่มต้นใช้สื่อ [...]]]></description>
		<link>http://mehtamorphosis.tv/2010/06/facebook-training/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=facebook-training</link>
			</item>
	<item>
		<title>แต่งเพลงให้กับ Marching Band</title>
		<description><![CDATA[ถ้าลองไปคุยดูกับนักดนตรีอาชีพหลายๆ คนในบ้านเรา ทั้งคนในเบื้องหน้าและเบื้องหลัง จะพบว่าประสบการณ์การเล่นดนตรีครั้งแรกในชีวิตของหลายๆ ท่านก็คือการเล่นอะไรซักอย่างนึงในวง Marching Band นี่แหละ ซึ่งสมัยโบราณบ้านเราจะเรียกว่า &#8220;วงดุริยางค์&#8221; รุ่นต่อมาก็เริ่มเรียกว่า &#8220;วงโยธวาทิต&#8221; จนมาเรื่อยๆ ปัจจุบัน ก็เริ่มจะเรียกตามฝรั่งกันไปว่า &#8220;Drum Corps&#8221; บ้าง &#8220;Brass Band&#8221; บ้าง แต่สุดท้ายแล้ว มันก็หมายความรวมๆ ถึงวงดนตรีที่ประกอบด้วยเครื่องเป่าและเครื่องตีเป็นหลัก ที่เหมาะสำหรับการบรรเลงกลางแจ้งนั่นเอง ส่วนจะเป็นการนั่งหรือยืนบรรเลงอยู่กับที่ หรือว่าจะมีการแปรขบวนไปด้วยก็แล้วแต่โอกาสต่างๆ กัน แต่ก็นับว่าเป็นการแสดงที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับคนดูได้เสมอมา สำหรับในเมืองไทยเรา วงดนตรีประเภทนี้ก็เริ่มที่จะมีชื่อเสียงมาตั้งแต่เมื่อซัก 30 &#8211; 40 ปีที่แล้ว เมื่อครั้งที่วงดุริยางค์โรงเรียนวัดสุทธิวราราม ได้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลแต่งชุดลูกเสือไปประกวดถึงประเทศเนเธอร์แลนด์และคว้ารางวัลกลับมาให้ชาวไทยได้ฮือฮากัน และโรงเรียนนี้แหละที่เป็นสถาบันที่เริ่มต้นชีวิตนักดนตรีให้กับตัวผมเอง แต่การที่เคยเล่นดนตรีอยู่ในวง Marching Band มาหลายปีนั้นก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก เมื่อในปี 2006 (หลังจาก 10 ปีที่ไม่ได้คลุกคลีกับวงการนี้เลย) ผมได้รับโจทย์แกมบังคับบีบคอจากรุ่นพี่่ที่สนิทกัน เพื่อให้เป็นผู้ประพันธ์เพลงให้กับวงโยธวาทิตโรงเรียนเทพมิตรศึกษา เข้าประกวดในการแข่งขันระดับชาติ ผมเองซึ่งไม่เคยแต่งเพลงลักษณะนี้เลย แต่โดยภาวะจำยอม รวมกับอาการคันอยากพิสูจน์ตัวเองเล็กน้อย ก็เลยรับปากไปอย่างงงๆ โจทย์ของเพลงชุดนี้คือ [...]]]></description>
		<link>http://mehtamorphosis.tv/2010/06/marching-band-show-piece/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=marching-band-show-piece</link>
			</item>
	<item>
		<title>บทสัมภาษณ์เกี่ยวกับดนตรีในนิตยสาร Bridge</title>
		<description><![CDATA[นั่งจัดระเบียบไฟล์เก่าๆ ที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ ก็ไปพบไฟล์ๆ หนึ่ง ซึ่งเป็นต้นฉบับของบทสัมภาษณ์ ที่ผมเคยเขียนให้กับนิตยสาร Bridge เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน ในหัวข้อเกี่ยวกับอิทธิพลของดนตรี อ่านดูแล้วก็เข้าท่าดีเหมือนกัน ก็เลยอยากเอามาแชร์ไว้ที่นี่เป็นข้อมูลให้กับคนอื่นๆ ได้อ่านกันต่อไปครับ ======================================== Q: ดนตรีมีอิทธิพลอย่างไรกับคนเรา? A: เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น จะขอแยกคำที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ออกเป็นสองคำ คำแรก “ดนตรี” (music) ในการตอบคำถามของผมตรงนี้จะเจาะจงไปที่เสียงของดนตรีที่ไม่มีเนื้อร้องใดๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนอีกคำนึงคือคำว่า “เพลง” (song) ผมจะหมายถึงดนตรีที่มีเนื้อร้องควบคู่ไปด้วย เสียงที่เราได้ยินส่วนใหญ่เป็นเสียงที่เราเลือกที่จะฟัง หูของเราทำงาน 24 ชั่วโมงไม่เคยหยุดพัก แต่เคยสังเกตมั้ยว่าเราเลือกที่จะฟังอะไรบ้างในแต่ละวัน? และยิ่งไปกว่านั้นเราจำสิ่งที่เราฟังได้มากแค่ไหน? ส่วนใหญ่สิ่งที่เราจำได้จะเป็นสิ่งที่เราบอกตัวเองว่า “สิ่งที่ฉันได้ยินต่อไปนี้มีความสำคัญ จงตั้งใจฟังบันทึกสิ่งที่ไว้ในสมอง” เพราะฉะนั้นเราอาจจะพูดได้ว่า “สมอง” เป็นเหมือนกับตัวกรองสิ่งที่เราได้ยินในแต่ละวัน ปัญหาก็คือว่า สมองของเรามีความจำกัด เราสามารถจำได้แต่เพียงสิ่งที่เราเข้าใจ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าให้ผมไปนั่งฟังภาษารัสเซียสักสามวัน ผมก็ไม่มีทางจำอะไรได้เพราะสมองผมไม่สามารถเข้าใจภาษารัสเซีย แต่เสียงดนตรีไม่เป็นเช่นนั้น อย่างที่เรามักจะพูดกันว่า “ดนตรีเป็นภาษาสากล” เพราะว่าคุณไม่จำเป็นต้องใช้สมองในการซึมซับเสียงดนตรี แต่เสียงดนตรีต่างๆ นั้นสามารถวิ่งตรงเข้าไปสู่ส่วนที่เป็นอารมณ์, ความรู้สึก หรือจิตใต้สำนึกของคนเราได้โดยที่ไม่ต้องผ่านสมองเลยก็ได้ [...]]]></description>
		<link>http://mehtamorphosis.tv/2010/05/bridge-magazine-interview/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=bridge-magazine-interview</link>
			</item>
	<item>
		<title>พ่อ&#8230;</title>
		<description><![CDATA[“Kiss me” จูบป๊าหน่อย เป็นหนึ่งในคำพูดไม่กี่คำสุดท้ายที่ได้ยินป๊ากระซิบกับผมซึ่งเป็นลูกชายคนเล็กก่อนที่จะออกจากบ้านไปทำงานเมื่อไม่กี่วันที่แล้ว&#8230; ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ภาพของป๊าคือชายเข้มแข็งสไตล์คนจีน พูดจาเสียงดัง ชอบเอาชนะ ชอบติ ชอบเถียง น้อยครั้งมากที่ป๊าจะเอ่ยปากชมอะไรลูก ยิ่งเรื่องของการแสดงความรักด้วยการสัมผัสการกอดนั้นยิ่งเป็นของหายาก&#8230; แต่ในอีกด้านหนึ่ง ป๊าเป็นคนที่มีความอ่อนโยนไม่แพ้ใคร โดยเฉพาะเวลาที่ป๊าเล่นกับน้องแทธหลานชายคนโปรด แม้ในตอนที่ป๊ามีอาการกระตุก ป๊าก็ยังพยายามจะจับหนังสือนิทานเพื่อเล่าและร้องเพลงโปรดให้หลานฟังทั้งๆที่ตัวเองแทบจะไม่มีแรงพูด ผมก้มตัวลงไปจูบที่หน้าผากป๊าเบาๆ ตามที่ป๊าขอ ป๊าส่งสายตามาและยิ้มให้ด้วยมุมปาก เป็นยิ้มที่ผมจะไม่มีวันลืมไปจากชีวิต ยิ้มที่อบอุ่น ยิ้มที่แสดงถึงความภูมิใจในตัวลูกชายของป๊า ยิ้มที่เหมือนกับจะบอกว่า “ป๊าฝากอาม่ากับหม่าม้าไว้ให้ลูกดูแลนะ ป๊ารู้ว่าลูกรับผิดชอบได้” เวลาผ่านไปไม่กี่วัน เช้าวันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม ป๊าเริ่มนอนนิ่ง ไม่ตอบสนอง ไม่กินข้าว ไม่กินน้ำ ไม่กินยา ไม่พูดกับใคร ทุกคนเริ่มเป็นห่วง แต่ก็ยังแอบคิดเข้าข้างตัวเองว่าป๊าคงจะแค่อยากพักผ่อนเท่านั้น เดี๋ยวก็คงกลับมาคุยเล่นได้อีก ในใจผมอยากได้ยินเสียงของป๊าอีก เสียงที่เป็นเหมือนกับเอกลักษณ์ของบ้านหลังนี้ เสียงที่ถึงแม้บางครั้งจะบ่น จะพูดเรื่องเดิมซ้ำไปซ้ำมาจนไม่อยากฟัง วันนี้กลับกลายเป็นเสียงที่ผมอยากได้ยินอีกซักครั้ง&#8230; คืนนี้ผมเดินลงไปข้างล่าง มองดูที่เตียงที่ป๊าเคยนอน อุปกรณ์ของใช้ต่างๆ ของป๊ายังอยู่ที่เดิม เสื้อลำลองยังอยู่ที่ไม้แขวน แผ่นซีดีเพลงโปรดของป๊ายังคงคาอยู่ในเครื่องเล่น โทรศัพท์ถูกเสียบชาร์จทิ้งเอาไว้ เครื่องปาล์มที่ป๊าเล่น scrabble ทุกวัน เปิดขึ้นมายังมีเกมส์ที่เล่นค้างไว้ไม่จบ&#8230; [...]]]></description>
		<link>http://mehtamorphosis.tv/2009/10/in-memory-of-dad/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=in-memory-of-dad</link>
			</item>
	<item>
		<title>10 วิธีสู่การเป็นศิลปินไส้แห้ง</title>
		<description><![CDATA[ไปอ่านเจอบทความนึงมาจากที่นี่ พูดเรื่องของธุรกิจและศิลปินได้โดนมาก ที่บอกว่าโดนก็เพราะว่าผมเองเคยเป็นแบบนั้นน่ะสิ แต่ตอนนี้กลับเนื้อกลับตัวแล้ว แต่อยากจะเอามาแปะเอาไว้ที่นี่ เพื่อคอยเตือนตัวเองซะหน่อย 10 วิธีสู่การเป็นศิลปินไส้แห้ง โดย Martha Zlatar ที่ปรึกษาด้านธุรกิจศิลปะของศูนย์พัฒนาธุรกิจขนาดเล็กแห่ง San Francisco 1. อย่าตั้งเป้าหมาย 2. อย่าพูด อย่าคิด เรื่องเงิน 3. เก็บผลงานดีๆไว้กับตัว อย่าให้ใครเห็น อย่าไปเล่าให้ใครฟังด้วย 4. อย่าบอกใครเชียวนะว่าคุณคือศิลปิน 5. ใช้เวลาอยู่ในสตูดิโอให้มากที่สุด ไม่ต้องไปสนใจการตลาด ทำงานเสร็จแล้วก็วางซ้อนกันไปเรื่อย 6. ถ้าใครมาตื๊อขอซื้องานของคุณ ให้บอกไปว่าไม่ขาย งานชิ้นนี้มันประเมินราคาไม่ได้หรอก! 7. เป็นศิลปินเดี่ยว อย่าหาคนช่วย 8. อยู่ไกลๆศิลปินคนอื่นๆที่หาเงินเก่ง 9. คาดหวังความสำเร็จแบบสำเร็จรูป 10. รอจนกว่าจะมีคนมาเจอคุณ ใครอ่านแล้วรู้สึกโดนเหมือนผมบ้าง?]]></description>
		<link>http://mehtamorphosis.tv/2009/10/10-ways-to-be-starving-artist/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=10-ways-to-be-starving-artist</link>
			</item>
</channel>
</rss>

