Blogger’s Bio

Thad & Dad_squareMehta Kriengparinyakij

เมธา เกรียงปริญญากิจ (โป๋)

Status : สมรสแล้ว ลูกชายสองคน ณ วันที่เขียน

Education : อนุบาลเรือนทอง, โรงเรียนสาธรวิทยา, วัดสุทธิวราราม, ศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย (ดนตรีตะวันตก), Theological Centre for Asia, Singapore, Nehemiah School of Ministry, Australia

What I do : Musician, Composer, Web Developer, Trainer, Husband, Father etc…

ชีวิตของผมแบบย่อๆ

ผมเป็นคนที่มีความทรงจำตอนเด็กๆ น้อยมาก และถึงจะจำได้ก็คงไม่มีอะไรที่โดดเด่นซักเท่าไหร่ มาเริ่มจำความได้จริงๆ จังๆ ก็ตอนเข้าม.1 ที่โรงเรียนวัดสุทธิวราราม เมื่อต้องเริ่มเข้่าไปใช้ชีวิตในวงดุริยางค์ (เป็นคำเรียกวงโยฯ  ในสมัยนั้น) ผมจำได้ว่าเครื่องดนตรีที่เลือกอยากเล่นในเวลานั้นคือ Trumpet แต่ไปไงมาไงก็ไม่ทราบกลับมาจบลงตัวที่ Flute ซึ่งกลายเป็นเครื่องดนตรีคู่กายและใบเบิกทางที่พาผมออกไปพบกับโลกของเสียงเพลง, ดนตรีหลากหลายรูปแบบ, ประสบการณ์และเพื่อนใหม่ๆ ในเวลาต่อมาจนกระทั่งทุกวันนี้

มองย้อนกลับไปสมัยมัธยม เหตุการณ์สำคัญๆ ในช่วงนั้นก็คงไม่พ้นการไปแข่งขันดนตรีโลกที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่เด็กสมัยนี้ไปแข่งกันมากมายจนแทบจะเป็นแฟชั่น (ไว้มีโอกาสจะมาเล่าเรื่องขยายความเกี่ยวกับการแข่งขันอันนี้ให้ฟังนะครับ), การเป็นตัวแทนเยาวชนไทยไปเข้าร่วมค่ายดนตรีเยาวชนอาเซียนที่ต้องเสียสละแลกมาด้วยการอดขึ้นร่วมแจมกับพี่เบิร์ด ธงไชย บนเวที 7 สีคอนเสิร์ต, การร่วมงานกับอ.บรูซ แก๊สตันในหลายๆ คอนเสิร์ตที่ทำให้ได้มีโอกาสได้บรรเลงเพลงแนวทดลองแบบแปลกบ้างไพเราะบ้างของท่าน และยังได้มีโอกาสพบปะสัมผัสมือกับศิลปินระดับโลกหลายๆ คน

CHULAด้วยความที่ใจรักในเสียงดนตรีตลอด 6 ปีในโรงเรียนมัธยม ทำให้ผมไม่ลังเล สอบเอ็นทร้านซ์ ด้วยตัวเลือกคณะเดียว ไม่มีเผื่อ (เพราะว่าคะแนนมันต่ำสุดอยู่แล้ว) ท่ามกลางความเป็นห่วงของพ่อแม่ เข้าเรียนต่อที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในสาขาดนตรีตะวันตก วิชาเอกการประพันธ์เพลง ช่วง 4 ปีที่เรียนดนตรี ก็ทำให้ได้มีประสบการณ์ดีๆ และเข้าใจการเป็นนักดนตรีอาชีพมากขึ้น เรียกได้ว่าผมมีโอกาสทำแทบทุกอย่างเท่าที่สายอาชีพดนตรีจะทำได้ในเวลานั้น ทั้งการเล่นดนตรีประจำ, การเป็นครูสอนดนตรี จนกระทั่งการทำงานอยู่เบื้องหลังในโปรเจ็คท์ระดับประเทศอย่าง Asian Games

แต่จุดหักเหก็มาเร็วกว่าที่คิด หลังจากที่ได้ลองทำอะไรหลายๆ อย่างทางด้านดนตรีที่เราคิดว่ามันใช่มาตลอด เพียงแค่ไม่กี่เดือนก่อนที่จะเรียนจบ ผมกลับเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าผมต้องการทำสิ่งเหล่านี้ไปตลอดชีวิตจริงหรือเปล่า แล้วผมควรจะทำยังไงดี?

ในอีกด้านหนึ่งของชีวิต ผมเองเติบโตมาในครอบครัวที่เป็นคริสเตียน ถูกจับแต่งตัวไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์มาตั้งแต่เด็ก แต่ความจริงแล้วก็ไม่ได้รู้อะไรลึกซึ้งในเรื่องศาสนาซักเท่าไหร่นัก แต่อย่างน้อยการเป็นนักดนตรีและความสามารถของผมก็ทำให้ได้ใช้ความสามารถด้านนี้ให้เป็นประโยชน์กับทางโบสถ์อยู่เรื่อยๆ จนเป็นที่ยอมรับและมีความคาดหวังจากผู้ใหญ่บางท่านให้ผมเข้ามาเป็นผู้ดูแลด้านดนตรีของคริสตจักรเมื่อเรียนจบ ประจวบเหมาะกับตัวผมเองซึ่งกำลังค้นหาอะไรบางอย่างในชีวิตอยู่พอดี ก็เลยรับคำชวนเข้ามารับตำแหน่งนี้อยู่เป็นช่วงระยะเวลาหลายปีทีเดียว แถมระหว่างนั้นยังมีโอกาสได้รับการสนับสนุนไปเรียนเพิ่มเติมที่ประเทศสิงคโปร์อีกซะด้วย

การทำงานในโบสถ์นี้เป็นประสบการณ์ที่ใหม่และสอนอะไรผมเยอะมากๆ ถึงแม้ผมจะเรียนจบด้านดนตรีด้วยคะแนนที่สูงลิ่ว แต่ชีวิตจริงในการทำงานกับคนนั้นก็เป็นอีกเรื่องนึงที่โรงเรียนและมหาวิทยาลัยไม่เคยสอน  ผมจะต้องสร้างทีมงานที่เป็นอาสาสมัครให้แข็งแรง ผมต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวกับชีวิตของคนทุกระดับ ตั้งแต่ระดับผู้บริหารยันแม่ค้าขายหมูปิ้ง ต้องดูแลให้คำปรึกษาตั้งแต่เรื่องอาชีพการงานไปจนถึงเรื่องส่วนตัว ผมได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานตรงนี้มากมายแต่หลายๆ บทเรียนก็ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดและน้ำตาเหมือนกัน

Coupeแต่นักดนตรี ยังไงก็เป็นนักดนตรี พอเวลาผ่านไปซักพัก เทคโนโลยีเริ่มทันสมัย ใครๆ ก็สามารถมีห้องอัดเสียงที่บ้านได้ด้วยเงินหลักหมื่น ผมก็เริ่มคันมือคันนิ้ว ผันตัวเองกลับมาสู่งานดนตรีอีกครั้ง เริ่มต้นเจียดเวลาออกมาทำเพลงของตัวเอง เอาเพลงไปเสนอพี่ๆ ที่รู้จักกันเพื่อรับงานมาทำเป็นอาชีพเสริมและกลายมาเป็นอาชีพหลักอีกไม่นานต่อมา ในช่วงเวลานั้นผมได้มีโอกาสร่วมงานกับศิลปินในวงการเพลงหลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็นระดับนักแต่งเพลง โปรดิวเซอร์ชื่อดังอย่าง พี่สุรักษ์ สุขเสวี,  พี่ฟั่น โกมล บุญเพียรผล, พี่บอยด์ โกสิยพงษ์ แถมยังได้มีโอกาสเป็นศิลปินหน้าใหม่ตอนที่ค่าย Love Is เปิดตัวครั้งแรกในชื่อวง “COUPE” (ซึ่งเป็นก้าวแรกที่ชักนำ “วุฒิ” แห่งวง Begin เข้ามาในวงการ) ยังไม่นับงานบันทึกเสียงและเบื้องหลังให้กับศิลปินอีกหลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็น โต๋ ศักดิ์สิทธิ์, ลิปตา, โรส, AF ฯลฯ ดูเหมือนว่าอะไรๆ ก็เริ่มจะลงตัวและดีไปหมด

ปี 2006 เป็นเหมือนกับฝันร้ายของวงการเพลง งานที่เคยมีเข้ามาอย่างต่อเนื่องอยู่ๆ ก็หดหาย ค่ายเพลงหลายๆ แห่งทยอยปิดตัว ศิลปินในตอนนั้นออกอัลบั้มแล้วไม่ขาดทุนก็นับว่าสำเร็จ ผลกระทบก็มาถึงผมด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่ออายุเริ่มมากขึ้น ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบต่อครอบครัวมากขึ้น สิ่งที่ทำได้ในเวลานั้นก็คือการลองตัดสินใจเข้าไปเป็นพนักงานประจำดูซักครั้ง!…

ผมลองพกเอาประสบการณ์ไปสมัครงานเล่นๆ ในตำแหน่ง Audio Visual Technician ให้กับโรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่ง ซึ่งกลายเป็นว่าทางโรงเรียนรับผมเข้าทำงานจริงๆ ผมทำงานอยู่ที่โรงเรียนนานาชาติอยู่ประมาณ 2 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผมได้เรียนรู้ ฝึกฝนตัวเองในการทำงานอีกรูปแบบหนึ่ง สำหรับหลายๆ คนนี่อาจจะเป็นงานในฝันก็ว่าได้ แต่สำหรับผม เมื่อมาถึงต้นปี 2009 ก็ได้ยินเสียงสัญญาณภายในอีกครั้งว่าได้เวลาเดินทางต่อไปอีกแล้ว!

เป้าหมายอย่างหนึ่งของผมคือการมีธุรกิจของตัวเอง ไม่ต้องใหญ่โตร่ำรวย แค่พอที่จะดูแลตัวผมเองและครอบครัว มีอิสระและมีเวลาไปทำความฝันที่สำคัญกว่าให้สำเร็จ สามารถทำในสิ่งอื่นๆ ที่ตัวเองรัก และช่วยเหลือคนอื่น แค่นั้นก็เพียงพอ ผมไม่แน่ใจว่าทำไมผมถึงมาเริ่มมีความคิดนี้ช้านัก คือมาคิดได้เอาเมื่อตอนที่อายุเกือบๆ จะสามสิบ อาจจะเป็นเพราะว่ากว่าจะถึงจุดนี้มันจำเป็นจะต้องใช้ “เวลา”เพื่อจะบ่มให้ผมรู้จักตัวเองมากขึ้น การเรียนรู้จาก”ประสบการณ์” ทำให้ผมเริ่มค้นพบว่าตัวเองเหมาะหรือไม่เหมาะกับอะไร อีกทั้งการได้ก้าวผ่าน “ความผิดหวังและความเจ็บปวด” ทำให้ผมเริ่มมีความฝันที่ชัดเจนมากขึ้น

ทุกวันนี้คำถามนึงที่ผมจะรู้สึกกระอักกระอ่วนใจแทบทุกครั้งเวลาถูกถามก็คือ “คุณทำงานอะไร?” ไม่ใช่ว่าผมไม่มีงานทำ แค่ผมไม่อยากให้สิ่งที่ผมทำนั้นมันถูกเรียกว่างานอีกต่อไป ผมมีความฝันที่ชัดเจนขึ้น ความฝันที่มีค่ามากกว่าเงินทอง ความฝันที่ไม่ได้อยู่เพื่อตัวเอง ความฝันที่ไม่มีวันทำสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียวและอาจจะไม่สามารถทำสำเร็จได้ในช่วงชีวิตนี้ แต่ต้องส่งต่อไปยังคนในรุ่นหลังๆ  ผมรู้ว่าผมจะต้องเริ่มต้นใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับความฝันของผมให้เร็วที่สุด ผมไม่มีเวลาที่จะเสียอีกแล้ว!

ทำไมผมถึงตั้งชื่อบล็อกนี้ว่า mehtamorphosis.tv? เพราะว่าผมอยากจะบันทึกการเปลี่ยนแปลงแบบ metamorphosis ที่จะเกิดขึ้นกับนายเมธาเอาไว้ที่นี่ การเปลี่ยนแปลงของหนอนธรรมดาตัวหนึ่ง ที่กำลังเป็นดักแด้ และรอคอยที่จะบินขึ้นไปอย่างที่ผมถูกสร้างขึ้นมา

ผมยังไม่บอกว่าความฝันของผมคืออะไร แต่สิ่งที่ผมจะนำมาเล่าสู่ในบล็อกนี้จะมีทั้งอดีต, ปัจจุบัน และการเดินทางไปสู่อนาคตของผม รวมทั้งเกล็ดเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับสิ่งที่น่าสนใจที่ผมได้พบเจอระหว่างการเดินทางที่อยากจะนำมาเล่าให้กับทุกท่านฟัง

ยินดีที่ได้รู้จักและ Welcome to mehtamorphosis.tv ครับ!

1 Response to Blogger’s Bio

Avatar

เม้ย

July 28th, 2010 at 1:43 pm

หนูอยากจะได้คอร์ดเพลง ฉันมีวันนี้เพราะคุณแม่ ค่ะ
หาทุกเว็ปแล้วไม่มีเลยคะ
ขอบคุณมากๆๆคะ

[Reply]

Comment Form